ชุดประจำชาติคว้ารางวัลอีกแล้ว

ชุดประจำชาติคว้ารางวัลอีกแล้ว

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

“กิน” ของคนเอเชียอร่อยแต่สับสน

ภาวะสับสนว่าด้วยเรื่องอาหารการกินของชาวเอเชีย
ในวันนี้ คนเอเชีย ซึ่งถือว่าอาหารเป็นปัจจัยหนึ่งในวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่และหลากหลาย กำลังเผชิญกับความเปลี่นแปลงขนานใหญ่ ที่จะส่งผลยาวไกลไปถึงอนาคตข้างหน้า เพราะกว่าทศวรรษที่ผ่านมา มีอาหารภายใต้แบรนด์สินค้าใหม่ ๆ เข้ามาวางอยู่ในร้านค้านับพันแบรนด์ ทั้งแบรนด์ของชาวเอเชีย และแบรนด์จากตะวันตก ซึ่งทำให้วิถีชีวิตแบบตะวันตกในเรื่องที่เกี่ยวกับการรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์อาหาร รสชาติ และบรรจุภัณฑ์ แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตของชาวเอเชียมากขึ้นทุกที นอกจากนี้ตลาดสมัยใหม่หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ทำให้พฤติกรรมในการจับจ่ายซื้อของของชาวเอเชียเปลี่ยนแปลงไป และทำให้นิสัยในการรับประทานเปลี่ยนไปมากอย่างน่าคิด
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญที่มีนัยชวนคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงในการรับประทานจะส่งผลต่อสุขภาพชาวเอเชียอย่างไร วัฒนธรรมตะวันตกจะนำพาอาหารเอเชียไปสู่กาลอวสานหรือไม่ ผู้บริโภคมีทัศนคติและปฏิกิริยาต่อความเปลี่ยนแปลงด้านอาหารการกินที่โหมกระหน่ำเข้ามาในชีวิตอย่างไร เป็นต้น และด้วยคำถามที่ค้างคาใจเหล่านี้ ทำให้ โอกิลวี่ เอเชีย แปซิฟิก ต้องลุกขึ้นมาทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอาหารในภูมิภาคเอเชีย เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการกินโดยรวมของผู้บริโภคชาวเอเชีย และความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับอาหาร เพื่อเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของบริโภคที่ซื้อสินค้าแบรนด์เนมทั่วทั้งเอเชียได้ดีขึ้น
การวิจัยนี้จัดทำขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2543 ครอบคลุม 21 เมืองสำคัญใน 14 ประเทศ รวมถึงกรุงเทพฯ การหาข้อมูลเริ่มจากการศึกษาเพื่อจัดแบ่งกลุ่มย่อย โดยการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) จำนวน 28 กลุ่มทดสอบ โดยจำแนกกลุ่มตัวอย่างเป็น 6 กลุ่มย่อย คือ กลุ่มแม่บ้านที่มีบุตร กลุ่มคุณพ่อ กลุ่มผู้หญิงทำงานที่มีบุตรอยู่ด้วยกัน กลุ่มผู้หญิงทำงานที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีบุตร กลุ่มผู้หญิงที่มีบุตรแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา จากนั้นจึงทำการศึกษาอย่างจริงจังกับกลุ่มตัวอย่าง 220 กลุ่ม และทำการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Study) ซึ่งประกอบด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 6,000 รายการให้กลุ่มตัวอย่างเขียนบันทึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการจับจ่ายและรับประทานอาหารในแต่ละวันเป็นเวลา 14 วัน รวมกว่า 500 เล่ม รวมไปถึงการไปเยี่ยมบ้านกลุ่มตัวอย่างและการติดตามสัมภาษณ์ผู้บริโภค 56 รายในขณะเดินจับจ่ายซื้อของ
ผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นถึง
วิวัฒนาการของอาหารเอเชีย : แม้ในความคิดเห็นของคนทั่วไป การที่อาหารตะวันตกและแบรนด์สินค้าอาหารตะวันตกจู่โจมเข้ามาเช่นนี้ หมายถึงการสิ้นสูญวัฒนธรรมและประเพณีในการรับประทานของชาวเอเชียโดยตรง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ วัฒนธรรมตะวันตกยังไม่สามารถรุกเข้ามาแทนที่การครัวที่มีเอกลักษณ์และความหลากหลายของอาหารพื้นเมืองเอเชียได้ แต่ทำให้เกิดวิวัฒนการของอาหารเอเชีย เช่น พิซซ่ารสกิมจิในเกาหลี อาหารลูกครึ่งที่สิงคโปร์ หรือสปาเก็ตตี้ผัดปลาเค็มในประเทศไทย
ภาวะสับสันเรื่องอาหารการกิน (Eating Disorders) ขณะที่ผู้บริโภคทั่วทั้งเอเชียกำลังเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น ทั้งรสชาติใหม่ ๆ ประเภทอาหารใหม่ ๆ วิธีปรุงใหม่ ๆ สถานที่ค้าขายใหม่ ๆ และรูปลักษณ์อาหารใหม่ ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ยิ่งมีอาหารให้เลือกมากขึ้น คนกลับยิ่งเครียดมากขึ้น กลายเป็นภาระให้กังวลมากขึ้น ตัดสินใจยากขึ้น ชีวิตยิ่งสับสนวุ่นวายมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้
- ผู้บริโภครู้สึกว่าสุขภาพของตัวเองถดถอยลง โดยชาวเอเชีย 56 % เชื่อว่าอาหารที่ตนเองรับประทานอยู่ในทุกวันนี้ทำให้สุขภาพของตัวเองถดถอยลงไปกว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
- รสชาติของอาหารทุกวันนี้ไม่อร่อยเท่าในสมัยก่อน มีชาวเอเชียเพียง 10 % เท่านั้นที่คิดว่า อาหารสำเร็จรูปมี”รสชาติที่ถึงรสเหมือนต้นตำรับ”
- การปรุงอาหารเป็นศิลปะที่กำลังจะสาบสูญ ผู้หญิง 55 % กล่าวว่า ตนเองไม่มีคุณสมบัติในการเป็นแม่ครัวที่ดีเทียบเท่ากับคนรุ่นแม่
- ความเชื่อมั่นใน ”อาหารสมัยใหม่” กำลังเสื่อมสลาย คุณแม่ 41 % รู้สึกอัดอัดใจที่ต้องนำอาหารและเครื่องปรุงสำเร็จรูปที่ผ่านกรรมวิธีมาแล้ว มาใช้ปรุงอาหาร
- รัฐบาลไม่มีความสามารถพอที่จะให้การศึกษาแก่ผู้บริโภคในเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับอาหาร ผู้บริโภคชาวเอเชียถึง 87 % คิดว่ารัฐบาลของตนควรจะให้การศึกษาแก่ประชาชนในเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับอาหารให้มากกว่านี้
- อาหารต่างประเทศกำลังกลืนกินอาหารประจำชาติ ผู้บริโภค 42 % เห็นว่าอาหารต่างประเทศเป็น ”อิทธิพลในทางลบ” ที่เข้ามาครอบงำวัฒนธรรมของชาติ
- ผู้คนกำลังสูญเสียความสุขในการกิน ด้วย”กฏเกณฑ์” ที่ซับซ้อนและสับสนเกินเหตุ ผู้บริโภค 55 % เชื่อว่า ทุกวันนี้มีกฎเกณฑ์มากมายเกินไปที่คอยบอกว่า สิ่งนั้นควรกิน สิ่งนี้ไม่ควรกิน มิหนำซ้ำ กฎเกณฑ์เหล่านี้ยังมักขัดแย้งกันเองเสียอีก
- ประเพณีการรับประทานอาหารร่วมกันของครอบครัวกำลังล่มสลาย 81% ของผู้บริโภคเชื่อว่า “ครอบครัวควรจะร่วมวงรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน” แต่ 33 %พบว่าคงเป็นไปได้ยากในปัจจุบันนี้

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สิ่งเล็กๆที่ฉันชอบ


การดูแลสุขภาพ

โรคกระดูกพรุนกับภาวะพร่องวิตามิน ดี
หลายคนคงเคยได้ยินแต่ว่าพร่องแคลเซียมทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนใช่มั๊ยคะ แล้ววิตามินดีมาเกี่ยวข้องกับโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร
"เพราะวิตามินดีมีความสำคัญต่อการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายและเป็นกระบวนการสำคัญต่อการรักษาโรคกระดูกพรุนนั่นเองค่ะ"
วิตามินดี แสงแดด อาหาร และกระดูกพรุน
การเกิดโรคกระดูกพรุนจะเป็นการดำเนินโรคไปอย่างช้าๆ อย่างต่อเนื่องโดยที่ร่างกายไม่แสดงอาการใดๆเลย กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าเป็นโรคกระดูกพรุนก็ตอนที่หกล้มเล็กๆน้อยๆแล้วกระดูก หักไปเลยก็มีให้พบเห็นอยู่บ่อยๆจากผลการศึกษาหนึ่งพบว่า ระดับวิตามินดีในร่างกายของหญิงวัยทองลดต่ำลง จะเห็นได้จากจำนวนผู้หญิงวัยทองที่เป็นโรคกระดูกพรุนถึงร้อยละ 64 และในส่วนของประเทศไทยพบว่ามีภาวะพร่องวิตามินดีประมาณร้อยละ 47 เช่นกันการที่ร่างกายได้รับวิตามินดีน้อยลงนั้น นอกจากร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไม่ได้เต็มที่ ยังทำให้ภาวะกระดูกพรุนเพิ่มมากขึ้น ร่างกายเองก็จะไม่สามารถควบคุมการทำงานของต่อมพาราไทรอยด์ ทำให้มวลความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) ลดลง อีกทั้งยังทำให้เกิดกระบวนการสลายกระดูกมากขึ้น และทำให้อาการของผู้ป่วยแย่ลงในที่สุด
วิตามิน ดี ... อย่าให้พร่อง
วิตามินดี จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินจำพวกละลายไขมันร่างกายได้รับวิตามินดี ได้ 2 ทางด้วยกันคือ- จากการรับประทานเข้าไปแล้วซึมในลำไส้ไปพร้อมๆกับอาหารพวกไขมันโดยการช่วย ย่อยของน้ำดี วิตามินดีที่เข้าสู่ร่างกายทั้งสองทางจะถูกนำไปเก็บที่ตับเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้จะเก็บที่ผิวหนัง สมอง ตับอ่อน กระดูก และลำไส้- และทางผิวหนังจากการได้รับแสงแดด แสงอุลตร้าไวโอเลตจากแสงอาทิตย์จะเข้าไปกระตุ้นคอเลสเตอรอลที่อยู่ในผิวหนัง ให้เปลี่ยนเป็นวิตามินดี โดยตับและไตจะเปลี่ยนให้เป็นวิตามินแล้วซึมเข้าสู่กระแสเลือด
ปัจจัยเสี่ยงจากภาวะวิตามินดีพร่อง
สำหรับปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนมีหลายประการ เช่น อายุที่มากขึ้น ภาวะหมดประจำเดือน ดัชนีมวลกายต่ำ การขาดการออกกำลังกาย เคยมีประวัติกระดูกหักที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุรุนแรงมาก่อน การไม่ได้รับแคลเซียมเสริมอย่างเพียงพอ การใช้ยาสเตียรอยด์ในปริมาณสูงเป็นเวลานาน การได้รับแสงแดดน้อยกว่าที่ควร รวมทั้งขาดการเสริมวิตามินดีอย่างเพียงพอ
วิตามินดี สำรองไว้อย่าให้ขาด
-สะสมแสงยูวีแสง ไม่ได้ทำให้ผิวคล้ำเพียงอย่างเดียว แต่แสงแดดอ่อนๆยามเช้า ตั้งแต่ 8:30 ถึง 10:30 น. และในช่วงเย็นก่อนแดดร่มลมตกประมาณ 16:00 น. เป็นต้นไป เป็นแหล่งวิตามินจากธรรมชาติ ไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใด จากการศึกษาปริมาณของวิตามินดีในเลือดที่ได้จากการสังเคราะห์จะเปลี่ยนไปตาม ฤดูกาล ในฤดูร้อนความเข้มข้นของวิตามินดีในเลือดจะสูงกว่าในฤดูหนาว สำหรับบ้านเราที่มีปริมาณแดดเพียงพอ เพียงแค่ได้รับแสงแดดอ่อนตอนเช้าสักวันละชั่วโมง สองชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว กลุ่มที่น่ากังวลว่าจะไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอก็ได้แก่ พวกที่ออกจากบ้านแต่เช้ามืด เข้าที่ทำงานแล้วอบตัวอยู่จนค่ำจึงเดินทางกลับบ้าน วันหนึ่งๆจึงไม่ได้รับแสงแดดเลย
-อาหารวิตามินดีเป็นวิตามินชนิดเดียวที่มีอยู่น้อยมากในพืชและผัก ที่พบมากได้แก่ น้ำมันตับปลา ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับปลาคอด (COD) ปลาทู ไข่แดง ปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาแมคเคอร์เรล นมเป็นอาหารที่นิยมเสริมวิตามินดี เพราะเป็นอาหารที่มีแคลเชียม ฟอสฟอรัส และไขมัน ที่จะช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
-ออกกำลังกายเพิ่มวิตามินการออกกำลังกายก็ช่วยเพิ่มวิตามินดีได้ เลือกออกกำลังที่ต้องลงน้ำหนัก เนื่องจากการออกกำลังกายชนิดที่ต้องลงน้ำหนักนั้นจะช่วยให้กระดูกแข็งแรง และชะลอกระบวนการสูญเสียมวลกระดูกได้ เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง การเดินขึ้นลงบันได และการกระโดดเชือกสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง
เกือบครึ่งหนึ่งของผู้หญิงวัยทองในประเทศไทยที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีภาวะ พร่องวิตามินดี การแก้ปัญหานี้คือ ให้การศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของวิตามินดีสำหรับผู้เป็นโรคกระดูกพรุน และให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องวิตามินดี ทั้งเรื่องการปฏิบัติตัว การทำกิจกรรมที่ทำให้ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ รวมถึงอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินดีที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
จาก ใกล้หมอ ฉบับ มกราคม 2551

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ


ความหมาย -- การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(Ecotourism)
การท่องเที่ คือยวอย่างมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกแห่งการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ขอบเขตของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน (มิติ) ที่ประกอบด้วย การพิจารณาด้านพื้นที่ท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ผู้เกี่ยวข้องและรูปแบบการจัดการ กล่าวคือ
1. องค์ประกอบด้านพื้นที่ เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องเป็นธรรมชาติเป็นหลัก มีแหล่งท่อเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งนี้รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ
2. องค์ประกอบด้านการจัดการ เป็นการท่องเที่ยว ที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Travel) ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (no or low impact) มีการจัดการที่ยั่งยืนครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการสิ่งแวดล้อม การป้องกันและกำจัดมลพิษและ ควบคุมการพัฒนาการท่อเที่ยวอย่างมีขอบเขต
3. องค์ประกอบด้านกิจกรรมและกระบวนการ เป็นการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ ( learning process) โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยว เป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความประทับใจ เพื่อสร้างความตระหนักและปลุกจิตสำนึกที่ถูกต้องต่อนักท่อเที่ยว ประชาชนท้องถิ่น
4. องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วม เป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตและการได้รับผลตอบแทน เพื่อกลับมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้วย ข้อกำหนดที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของลักษณะพื้นฐานที่เป็นหลักการทั้ง 4 ด้าน หากการท่อเที่ยวใดมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของลักษณะดังกล่าวแล้วจัดเป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สมบูรณ์ หากขาดหรือปราศจากข้อใดข้อหนึ่ง ความสมบูรณ์จะลดน้อยลงจนอาจเป็นการจัดการที่ส่งเสริมให้เป็นการท่อเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ...
โดย TKT เมื่อ 22 ส.ค. 44, 08:30 น.

บทความเกี่ยวกับมัคคุเทศ

บทความเกี่ยวกับมัคคุเทศ


นิยามอาชีพ นำนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มคณะเพื่อชม สถานที่ต่าง ๆ หรือทัศนาจรตามแผนการที่กำหนดไว้ หรือตามความต้องการของนักท่องเที่ยว ดูแลอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบาย เดินทางไปพร้อมกับนักท่องเที่ยวเพื่อนำชม และศึกษาสถานที่ต่างๆอธิบายเกี่ยวกับกฎระเบียบต่าง ๆ อธิบายจุดที่น่าสนใจทั้งหมดและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่นักท่องเที่ยว ตอบคำถามของนักทัศนาจรและให้ข่าวสารหรือความรู้ อื่น ๆ ตามที่ต้องการ
ลักษณะของงานที่ทำ
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ จะต้องศึกษา ค้นคว้า หาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นำเที่ยวรวมทั้งความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ จารีตประเพณี วัฒนธรรม วางแผนกำหนดเส้นทาง จัดกำหนดการนำเที่ยวให้เหมาะสมกับฤดูกาล และระยะเวลาติดต่อสถานที่พักแรม หรือเตรียมอุปกรณ์เพื่อการพักแรมในสถานที่ที่จะนำเที่ยว นำนักท่องเที่ยวชมสถานที่ และบรรยายให้นักท่องเที่ยวได้ทราบความเป็นมาของสถานที่ และท้องถิ่นแหล่งธรรมชาติที่น่าชมและน่าสนใจภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม จารีตประเพณี ความเป็นอยู่ของประชาชน จัดการ พักแรม และดูแลให้ความสะดวกสบาย ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวในระหว่างการนำเที่ยวโดยพยายามจัดการให้บริการ ที่ต้องสร้างความพอใจ และประทับใจให้กับกท่องเที่ยวทุกคนอย่างทั่วถึงและต้องมีจรรยาบรรณทาง วิชาชีพ อาชีพมัคคุเทศก์ จัดแบ่งออกเป็นกลุ่มตามกลุ่มของนักท่องเที่ยว คือ มัคคุเทศก์พาเที่ยวภายในประเทศ (Domestic) มัคคุเทศก์ท้องถิ่น และมัคคุเทศก์นำเที่ยวชาวต่างประเทศ (Inbound) นอกจากนี้ยังแบ่งกลุ่มมัคคุเทศก์ตามลักษณะของการ ท่องเที่ยว เช่น มัคคุเทศก์เดินป่า มัคคุเทศก์ทางทะเล มัคคุเทศก์ศิลป วัฒนธรรม เป็นต้น
สภาพการจ้างงาน
ผู้ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินเดือนประจำ หรือ ค่าจ้างเป็นเที่ยวในการพานักท่องเที่ยวออกไปท่องเที่ยว ซึ่งจะคิดค่าจ้างเป็นรายวันเฉลี่ยประมาณวันละ 1,500 - 3,000 บาท และอาจจะได้รับค่าตอบแทนถึง 100,000 บาทเป็นค่านายหน้าจากบริษัท หรือร้านที่นักทัศนาจรมาซื้อของที่ระลึก หรือเข้าชมการแสดงในสถานที่ท่องเที่ยว ตามที่แต่ละแห่งได้ตั้งค่านายหน้าไว้ ผู้ทำงานมัคคุเทศก์มีกำหนดเวลาทำงานที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับโครงการ และแผนการนำเที่ยวซึ่งกำหนดไว้ในแต่ละรายการ ผู้ปฏิบัติงานนี้จะต้องผ่านการอบรมวิชาชีพมัคคุเทศก์ และมีความรู้ภาษาต่างประเทศซึ่งสามารถใช้งานได้ดี
สภาพการทำงาน
มัคคุเทศก์ จะทำงานตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผนการนำเที่ยวมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 วัน ถึงสามหรือสี่สัปดาห์ และในขณะพานักท่องเที่ยวทัศนาจรต้องดูแลนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง นำนักทัศนาจรหรือ นักท่องเที่ยว ตั้งแต่คนเดียวจนถึงเป็นกลุ่ม หรือกลุ่มใหญ่ไปชมสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในเมืองและต่างจังหวัดตามที่กำหนดไว้ในแผนการนำเที่ยว การเดิทางอาจจะมีทั้งระยะใกล้ ไกล อาจใช้ยานพาหนะทุกประเภท อาจต้องนำเที่ยวในลักษณะผจญภัย อย่างเช่น ทัวร์ป่า การเดินขึ้นเขา การล่องแพ การค้างแรมร่วมกับกลุ่มชนชาวพื้นเมือง ขึ้นอยู่กับแผนการนำเที่ยว และรูปแบบของการ ท่องเที่ยว มัคคุเทศก์จะต้องวางแผนติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ การบริการ การอำนวยความสะดวก และการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวตลอดเส้นทางรวมไปถึงการให้ ข้อมูลที่จำเป็นและให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยวในการเตรียมตัวให้พร้อมก่อน ออกเดินทาง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทของการท่องเที่ยว ตลอดจนตอบข้อซักถามให้คำแนะนำในระหว่างการเดินทางรวมทั้งต้องทำกิจกรรมเพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางทุกคนได้รับความสนุกสนานประทับใจในบางครั้งอาจจะต้องจัดกิจกรรม หรือให้บริการที่สร้างความพอใจให้กับนักท่องเที่ยวตามจุดประสงค์ที่นักท่อง เที่ยวต้องการภายในระยะเวลาที่กำหนด และพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวได้ตลอด 24 ชั่วโมง บางครั้งมัคคุเทศก์จะต้องทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันต้องใช้ความอด ทน และอดกลั้นสูง ดังนั้น ความพร้อมและความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย และจิตใจจึงมีความสำคัญมาก เพราะนักท่องเที่ยวมีอัธยาศัย และพื้นฐานความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป เมื่อมารวมกลุ่มกันจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างบรรยากาศให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ด้วยดี อีกทั้งได้รับความสุขความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินด้วย มัคคุเทศก์จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของท้องถิ่น และประเทศนั้น
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพผู้ประกอบอาชีพนี้
ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. พูดภาษาต่างประเทศได้อย่างน้อย คือ ภาษาอังกฤษ
2. มีความรู้ทั่วไป และเป็นผู้ที่ขวนขวายหาความรู้สม่ำเสมอ
3. รักการเดินทางท่องเที่ยว และงานบริการ ปรับตัวได้ และเป็นนักแก้ไขปัญหาได้ดีในทุกสถานการณ์
4. มีความยืดหยุ่น ประนีประนอม และมีลักษณะอบอุ่นโอบอ้อมอารีเป็นที่ไว้วางใจของผู้เดินทางร่วมไปด้วย 5. มีความเป็นผู้นำ มีความกล้า มีความรอบคอบและไม่ประมาท
6. ทัศนะคติดี ร่าเริง มีความเสียสละซื่อสัตย์ ซื่อตรง และอดทน
7. สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีไหวพริบและปฏิภาณดี
8. มีความคิดสร้างสรรค์ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
9. เป็นนักสื่อสารที่ดี รักการอธิบาย และการบรรยายความรู้ต่าง ๆ
10. เป็นนักจัดเก็บข้อมูลที่ดีทั้งข้อมูลการท่องเที่ยว ความนิยมของลูกค้า และรายชื่อลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยว
ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ ควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้ :
มัคคุเทศก์ท้องถิ่น เป็นผู้ที่มีวุฒิการศึกษาตั้งแต่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นไป หรือเทียบเท่า และได้รับการอบรมเพิ่มเติม เพื่อรับวุฒิบัตรพัฒนาฝีมือแรงงาน (วพร.) เป็นเวลา 320 ชั่วโมง หรือ 40 วัน มัคคุเทศก์ภายในประเทศ และมัคคุเทศก์นำเที่ยวชาวต่างประเทศ เป็นผู้มีพื้นฐานการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไปต้องเข้ารับการ อบรม และมีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์จากสถาบันที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้การ รับรอง หรือ มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคณะ หรือสาขาวิชาธุรกิจ การท่องเที่ยว
โอกาสในการมีงานทำ
ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทำเงินรายได้ให้ประเทศมากที่สุดและในปี2543 จะนำเงินเข้าประเทศได้ประมาณ 3 แสนล้านบาท โดยได้เปิดตลาดเพื่อส่งเสริมการขายและการท่องเที่ยวของประเทศไทยในต่าง ประเทศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว ส่วนในประเทศได้เน้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และศักยภาพในทุกด้านของทุกจังหวัดเพื่อส่งเสริม และรองรับคนไทยให้เที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยเน้นทั้ง ประวัติศาสตร์ โบราณสถานวัฒนธรรมประเพณีของทุกจังหวัด และทัวร์สิ่งแวดล้อมหรืออีโคทัวริสซึ่ม แนวโน้มของคนในยุคปัจจุบันเมื่ออยู่ในสังคมใหม่จะแสวงหาวันหยุดที่ใกล้ชิด ธรรมชาติและความเงียบสงบ นักท่องเที่ยวต่างประเทศปัจจุบันจะเลือกเที่ยวในประเทศที่มีการจัดการและ รักษาสิ่งแวดล้อม และสภาพทางนิเวศวิทยาที่ดีเท่านั้น อาจจะจัดเป็นทัวร์สุขภาพธรรมชาติบำบัด หรือรูปแบบการอบรมสัมมนาเนื้อหาทางพุทธศาสนา และทำสมาธิ การได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชาวบ้านเพื่อเรียนรู้ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม ท้องถิ่นของชาวบ้านเป็นต้น ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะจัดเป็นเส้นทางสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้ ดังนั้น บุคคลผู้สนใจประกอบอาชีพนี้สามารถเปิดการให้บริการ โดยสามารถจัดเป็นธุรกิจการท่องเที่ยวแบบเฉพาะกลุ่มของตนเองขึ้นบนเว็บไซต์ออ นไลน์เสนอให้ผู้สนใจทั่วโลกเลือกพิจารณารูปแบบการท่องเที่ยวได้ อนึ่ง องค์การท่องเที่ยวโลกได้มีการสนับสนุนกำหนดให้ วันที่ 27 กันยายนของทุกปีเป็นวันท่องเที่ยวโลก โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาคมโลกตระหนักถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวที่มี ต่อวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจของประเทศและโลกโดยรวม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ได้สนับสนุนอุตสาหกรรมนี้เพราะเล็งเห็นถึงความ มีศักยภาพในการเป็นประตูไปสู่การท่องเที่ยวอินโดจีน หรือภูมิภาค เข้าสู่จีน พม่า ลาว เขมร และเวียดนาม ซึ่งนับว่าอาชีพมัคคุเทศก์เป็นอาชีพสำคัญส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่จะมีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ได้มาตรฐาน แล้วเป็นผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย เนื่องจากผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยวสนใจที่จะเลือกบริโภคในประเทศที่ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้นโอกาสการมีงานทำเป็นมัคคุเทศก์จึงค่อนข้างมีมากและมีโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรอบรู้ ความสามารถ และจรรยาบรรณในวิชาชีพของมัคคุเทศก์ แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าขาดมัคคุเทศก์ที่มีคุณภาพก็ไม่สามารถทำให้นโยบายดังกล่าวสัมฤทธิ์ผล ได้ จึงได้มีการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพนี้ โดยในปี 2543 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดให้มีรางวัลพิเศษขึ้น คือ "มัคคุเทศก์ไทยดีเด่น " ในงานไทยแลนด์ทัวริสซึ่มอวอร์ด 2000 อันถือว่าเป็นงานยอดเยี่ยมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กระตุ้นให้ผู้ประกอบ ธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว ทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตลอดจนจัดการบริการให้มีมาตรฐาน
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ความก้าวหน้าในอาชีพนี้ไม่ได้วัดกันที่ตำแหน่ง แต่สามารถวัดได้จากความสามารถทางด้านภาษาความอดทน ความเป็นมืออาชีพ ดังนั้น ผู้ที่สนใจต้องการประกอบอาชีพนี้สามารถติดต่อได้ที่บริษัทจัดท่องเที่ยว เมื่อมีประสบการณ์และสร้างเครือข่ายข้อมูลทางด้านการท่องเที่ยวได้มากและสร้างพันธมิตรทาง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องก็สามารถเปิดบริษัทเองได้ถ้าอยู่ในต่างจังหวัดสามารถ เปิดสำนักงานของตนเองได้แต่จะต้องสำรวจพื้นที่ที่ตนอยู่ และจังหวัดใกล้เคียงว่ามีแหล่งทรัพยากรการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และจัดเป็นรูปแบบการเดินทางได้หรือไม่ จากนั้นก็จัดทำโฮมเพจ เสนอบริการขึ้นเว็บไซต์ตรงสู่ผู้สนใจ โดยปรึกษากับบริษัทที่ปรึกษาการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ โดยใช้บ้านเป็นสำนักงาน
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
จัดกลุ่มท่องเที่ยวแบบอิสระที่ตนมีความรู้ความชำนาญทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ เช่น ทัวร์ศิลปะวัฒนธรรม ทัวร์เกษตรกรรม เป็นต้น เปิด สถานที่ให้คำแนะนำการท่องเที่ยว จำหน่ายตั๋วเครื่องบิน ให้บริการยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยานภูเขา เรือเช่า หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จำเป็นให้กับนักเดินทางและนักท่องเที่ยวจัดหา เป็นต้น หรือจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกที่น่าสนใจ หรือหายากในประเทศ จัดศูนย์บริการข้อมูลการท่องเที่ยวท้องถิ่น จัดที่พักแรมเดินทางในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ จัดพิมพ์หนังสือคู่มือการท่องเที่ยว และพิมพ์ภาพโปสการ์ดแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวสนใจ
แหล่งข้อมูลอื่นๆ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวประจำจังหวัด สมาคมมัคคุเทศก์แห่งประเทศไทยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ เว็บไซต์ เกี่ยวกับบ้านพัก โรงแรมการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ (ประเทศไทย)

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553